วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Putrajaya...เมืองเนรมิต


เขียนเรื่องราวการเดินทางดินแดนไกลๆมามากแล้ว วันนี้ผมจะพาไปเที่ยวประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงในอาเซียนอย่างมาเลเซียกันบ้าง เราจะไปเยือนเมืองที่ถูกเนรมิตขึ้นมาใหม่ด้วยน้ำมือมนุษย์


ปุตราจายา (Putrajaya) เป็นเมืองที่ถูกวางแผนสร้างขึ้นใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลางบริหารงานของรัฐบาลแยกออกจากเมืองหลวงกัวลาร์ลัมเปอร์ เป็นความคิดริเริ่มของดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย

Putrajaya อยู่ทางตอนใต้ของกรุงกัวลาร์ลัมเปอร์ห่างไปประมาณ 25 กิโลเมตร เริ่มต้นสร้างในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 และเริ่มย้ายสำนักงานรัฐบาลไปที่ Putrajaya ในปี 1999 แต่ปัจจุบันยังถือว่าเมืองหลวงของประเทศยังคงเป็นกัวลาร์ลัมเปอร์

จุดท่องเที่ยวสำคัญของเมืองอยู่ที่บริเวณจตุรัส Putra Square


อาคารที่โดดเด่นในบริเวณดังกล่าวได้แก่ Perdana Putra หรือตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาลเวอร์ชั่นมาเลเซีย


อาคารชวนสะดุดตาอีกแห่งก็คือมัสยิดสีชมพูหรือมัสยิดปุตรา (Putra Mosque, Masjid Putra)


ตอนที่ไปถึงภายในมัสยิดมีพิธีสวดกันอยู่ เลยไม่ได้เดินเข้าไปชม


ข้างใต้ Putra Square ข้างๆมัสยิดจะเป็นฟู้ดคอร์ท ยังเป็นจุดชมวิวบริเวณทะเลสาบด้วย ที่เห็นไกลๆคือสะพานชื่อ Seri Wawasan


ฝั่งตรงข้ามเป็นดงอาคาร เดาว่าน่าจะเป็นคอนโดหรืออะพาร์ทเม้นท์พักอาศัย


มีบริการล่องเรือชมทะเลสาบ แต่ไม่ค่อยเห็นใครใช้บริการ


ขอแนะนำจุดถ่ายรูปวิวสวยๆ นอกจากที่บริเวณ Putra Square แล้ว ให้เดินย้อนมาที่สะพานใกล้ๆป้ายรถเมล์


จากบนสะพานจะสามารถถ่ายรูปมัสยิดสีชมพูติดทะเลสาบได้ (ถ้าเป็นช่วงพระอาทิตย์ตกน่าจะสวย)



การเดินทางไป Putrajaya
จากสถานี Sentral ที่ Kuala Lumpur สามารถจับรถไฟสาย KLIA Transit ไปถึง Putrajaya ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ต้องระวังว่าอย่าหลงไปขึ้นรถไฟสาย KLIA Ekspres ที่ไปสนามบินเหมือนกัน เพราะสาย KLIA Ekspres ไม่จอดที่ Putrajaya

จากสถานีรถไฟ Putrajaya จะมีท่ารถบัสไปที่ Putra Square ข้อมูลรถบัสที่นี่ชวนงง ถามเอาจากนายท่าน่าจะดีกว่า รถบัสจะวิ่งผ่านสะพานจุดชมวิวที่แนะนำไปจากนั้นรถจะวิ่งวนเป็นวงกลม ให้ลงป้ายที่วนใกล้ครบวง แล้วเดินต่อมาที่จัตุรัส


เว็บไซด์ของ Putrajaya
http://www.ppj.gov.my/portal/page?_pageid=311,1&_dad=portal&_schema=PORTAL#1472










วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รำลึกกำแพงเบอร์ลิน


ถ้าท่านเคยได้ยินชื่อกำแพงเบอร์ลินมาก่อน แสดงว่าท่านมีอายุอานามไม่ใช่น้อย เพราะสถานที่เรียกว่ากำแพงเบอร์ลินนั้นเลือนหายไปจากความทรงจำชาวโลกนานนับกว่ายี่สิบปีแล้ว


กำแพงเบอร์ลิน (ภาษาเยอรมันเรียกว่า Berliner Mauer) อยู่ที่นครเบอร์ลินเมืองหลวงของประเทศเยอรมนีตามชื่อ เรื่องราวการกำเนิดกำแพงเบอร์ลินสืบเนื่องจากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศเยอรมนีแพ้สงคราม ทำให้ประเทศถูกแบ่งเป็นสี่ส่วนอยู่ภายใต้อาณัติการปกครองของประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรที่ชนะสงครามสี่ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและสหภาพโซเวียต (ปัจจุบันกลายมาเป็นรัสเซีย) กรุงเบอร์ลินที่เป็นเมืองหลวงศูนย์กลางการเมืองการปกครองก็ถูกแบ่งเป็นสี่ส่วนแยกกันปกครองเช่นกัน ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วกรุงเบอร์ลินจะอยู่ในเขตพึ้นที่ของสหภาพโซเวียตก็ตาม

ต่อมาประเทศสหภาพโซเวียตเกิดแตกคอทางความคิดทางการเมืองกับอีกสามประเทศ ซึ่งสหภาพโซเวียตต้องการให้เยอรมนีปกครองภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ ในขณะอีกสามประเทศสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย ทำให้เยอรมนีแยกออกเป็นสองประเทศก็คือเยอรมนีตะวันตกที่ปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และเยอรมนีตะวันออกที่ปกครองภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ (สีน้ำเงินคือพื้นที่ของเยอรมนีตะวันตกและสีแดงเป็นเยอรมนีตะวันออก)


ภายหลังที่แตกออกเป็นสองประเทศ ปรากฏว่ามีประชากรฝั่งเยอรมนีตะวันออกลักลอบหลบหนีลี้ภัยไปอยู่ฝั่งตะวันตกจำนวนมาก โดยเฉพาะที่กรุงเบอร์ลิน ทำให้รัฐบาลเยอรมนีตะวันออกแก้ปัญหาด้วยการกั้นพรมแดนด้วยรั้วลวดหนามในระยะแรกแต่ก็ยังไม่ได้ผล จนถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1961 ก็ตัดสินใจเริ่มสร้างกำแพงคอนกรีตล้อมรอบพื้นที่กรุงเบอร์ลินที่เป็นของเยอรมนีตะวันตก จึงถือกำเนิดเป็นกำแพงเบอร์ลินขึ้นมา


ถึงแม้มีกำแพงเบอร์ลินขึ้นมาแต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการลักลอบอพยพไปอยู่ฝั่งตะวันตกได้ ซ้ำร้ายกลับไปก่อให้เกิดปัญหาการลักลอบหนีผ่านประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นแทน จนในที่สุดวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 ผู้นำเยอรมนีตะวันออกในขณะนั้นก็ประกาศยกเลิกการควบคุมการข้ามผ่านพรมแดนระหว่างเยอรมนีตะวันตกและตะวันออก จึงถือว่าเป็นวันที่สิ้นสุดอำนาจแบ่งกั้นของกำแพงเบอร์ลินลง และหลังจากนั้นหนึ่งปีก็นำไปสู่การรวมประเทศเยอรมนี

ไม่นานหลังจากวันที่ประกาศยกเลิกการควบคุมพรมแดน ก็มีผู้คนนำค้อนสิ่วไปทุบทำลายกำแพงเบอร์ลินให้พังลงเกือบหมด ปัจจุบันส่วนที่เหลือของกำแพงยาว 1.3 กิโลเมตรถูกใช้แสดงงานจิตรกรรมบนผนังกำแพง เรียกว่า East Side Gallery อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง

 

ภาพมีจำนวนทั้งสิ้น 105 ภาพ ถูกวาดลงบนกำแพงในปี 1990 เป็นผลงานของศิลปินจากทั่วโลก

 
 

ส่วนใหญ่จะเป็นการล้อเลียนหรือรำลึกเหตุการณ์กำแพงเบอร์ลินในอดีต

 
 

อดีตป้อมด่านซึ่งปัจจุบันเกษียณตัวมาเป็นร้านขายของที่ระลึก


ภาพทหารกระโดดข้ามลวดหนามเป็นหนึ่งในเหตุการณ์การหลบหนีไปสู่ฝั่งตะวันตกที่เกิดขึ้นจริง มีช่างภาพคนหนึ่งจับภาพโมเม้นท์ขณะนั้นได้พอดี จัดว่าเป็นหนึ่งในภาพคลาสสิกของประวัติศาสตร์กำแพงเบอร์ลินเลยทีเดียว

 

ซากคอนกรีตของกำแพงเบอร์ลินที่ถูกทุบทำลายลง บางส่วนถูกนำไปจัดแสดงตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆทั่วโลก ในขณะที่บางส่วนก็มีพ่อค้าหัวใสนำไปทำเป็นของที่ระลึก เช่น แม็กเนท โปสการ์ด ฯลฯ จนทุกวันนี้ก็ยังหาซื้อเศษซากกำแพงเบอร์ลินได้ตามร้านขายของที่ระลึก


ถ้ามาที่เบอร์ลิน อาจจะสังเกตเห็นไฟสัญญาณคนข้ามถนนที่เป็นรูปคนสวมหมวก มีชื่อเรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า Ampelmännchen เป็นรูปแบบไฟสัญญาณที่ใช้ในสมัยเยอรมนีตะวันออก ถึงแม้ปัจจุบันรวมประเทศแล้ว ก็ยังอนุรักษ์สัญญาณไฟดังกล่าวให้เป็นเอกลักษณ์ของกรุงเบอร์ลินต่อไป


มีพ่อค้าหัวใส(อีกแล้ว)นำสัญลักษณ์ไฟดังกล่าวมาทำเป็นของที่ระลึกขาย อาทิเช่น แก้วน้ำ เสื้อยืด โปสการ์ด ฯลฯ ปัจจุบันเปิดเป็นร้านทั่วกรุงเบอร์ลิน


การเดินทางไป East Side Gallery
สามารถนั่งรถไฟ S-Bahn สาย 5, 7 หรือ 75 ไปลงที่สถานี Ostbahnhof ได้ จากสถานีรถไฟเดินไปทางแม่น้ำ Spree ไม่นานก็ถึง

เว็บไซด์ของ East Side Gallery (ภาษาเยอรมัน)
http://www.eastsidegallery-berlin.de/

เว็บไซด์ร้านขายของที่ระลึก Ampelmännchen
http://ampelmannshop.com/AMPELMANN-Berlin

 



 

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Postcard from Alaska: Icy Strait Point ส่องวาฬและจิตวิญญาณ Tlingit

 
 

Mâ sá iyatì ... ประเดิมด้วยคำทักทายภาษาชาวเผ่า Tlingit

วันที่ 3 มิถุนายน วันที่สองหลังจากก้าวเข้าสู่เขตอะลาสก้า เรือสำราญ Radiance of the Sea มีคิวจอดแวะที่ Icy Strait Point ตั้งแต่เวลาเก้าโมงเช้าจนถึงหกโมงเย็น จริงๆแล้ว Icy Strait Point ไม่ใช่ชื่อเมือง แต่เป็นชื่อย่านน้ำในบริเวณเมือง Hoonah


การจอดเรือสำราญเพื่อแวะเที่ยวตามเมืองต่างๆมีสองวิธี แบบแรกก็คือจอดเทียบกับท่าเรือ ผู้โดยสารสามารถเดินลงจากเรือขึ้นไปที่ท่าได้เลย ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า dock ส่วนอีกแบบจะใช้ศัพท์ว่า tender จะเป็นการจอดเรือสำราญกลางทะเลห่างจากฝั่งระยะหนึ่งแล้วใช้เรือเล็กลำเลียงผู้โดยสารมาขึ้นฝั่งต่ออีกที วิธีหลังจะใช้กรณีเมืองที่แวะไม่มีท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ไว้รองรับเรือสำราญ ซึ่ง Icy Strait Point เป็นที่หมายเดียวในเส้นทางล่องอะลาสก้านี้ที่ใช้วิธีจอดเรือแบบ tender



Hoonah เป็นเมืองขนาดเล็กมีประชากรไม่ถึงพันคน ส่วนใหญ่เป็นชาว Tlingit ซึ่งเป็นชนเผ่าอเมริกันพื้นเมืองที่อาศัยในแถบชายฝั่งทะเลแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ


อาคารสีแดงโดดเด่นของเมือง เรียกว่า Fish House ประกอบไปด้วยศูนย์รวมทัวร์ พิพิธภัณฑ์ปลาซัลม่อน และร้านค้า





ตอนขึ้นจากเรือลำเลียงมา นักท่องเที่ยวทุกคนจะได้รับแจกแผ่นไม้ชิ้นเล็กๆแผ่นหนึ่ง ตอนแรกนึกว่าเป็นที่ระลึกแต่จริงๆแล้วมีเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าแผ่นไม้นี้ที่จะเล่าให้ฟังในภายหลัง


ทัวร์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของ Icy Strait Point ก็คือล่องเรือชมวาฬ (Whale & marine mammals cruise) ซึ่งที่นี่มีประชากรวาฬหนาแน่นมากจนทัวร์กล้ารับประกันว่าถ้าไม่เห็นวาฬซักตัวยินดีคืนเงินให้


การล่องชมวาฬจะใช้เรือขนาดเล็ก


วาฬที่พบเห็นที่นี่คือสายพันธ์วาฬหลังค่อม (hump-back whale)


นับว่าสมราคาคุยจริงๆ ตลอดการล่องเรือจะพบเห็นวาฬเป็นระยะๆ นับรวมๆได้น่าจะมากกว่าสิบตัว ส่วนใหญ่จะเห็นไกลๆ เพราะถ้าเข้าใกล้กันเกินไปอาจจะเป็นอันตรายทั้งกับตัววาฬและเรือ



แต่อย่าเพ้อฝันว่าจะเห็นวาฬจู่ๆดีดตัวกระโดดขึ้นมาเหนือน้ำแบบที่เคยเห็นตามโฆษณา อยู่ดีๆวาฬคงไม่โดดโชว์กันง่ายๆแน่ โอกาสส่วนมากก็จะเห็นแค่ส่วนหลังหรือหางที่โผล่มาจ๊ะเอ๋เหนือน้ำเท่านั้น


หลังจากที่เฝ้าติดตามพฤติกรรมวาฬซักระยะ ผมก็จับทางได้ว่าวาฬจะโผล่มาให้เห็นเป็นสามสเต็ป สเต็ปแรกมันจะโผล่หลังขึ้นมาดูลาดเลาแล้วก็ดำลงไป


จังหวะสองก็จะโผล่หลังขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อพ่นน้ำแล้วก็ดำลงไปอีกรอบ


รอบสุดท้ายจะโผล่มาโชว์การม้วนหาง หลังจากนั้นก็จะไม่โผล่อีกแล้ว ไปส่องหาเป้าหมายวาฬตัวใหม่ได้เลย

 

ภาพหางวาฬชูเหนือน้ำนี้ถูกใช้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์การท่องเที่ยวดินแดนอะลาสก้า


หลังจากการล่องเรือชมวาฬซึ่งกินเวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่งเสร็จสิ้นลง ก็กลับมาที่ท่าเรือ ผมวางอีกโปรแกรมไว้ในช่วงบ่าย จึงพอมีเวลาเดินสำรวจหมู่บ้านแบบคร่าวๆ


ระหว่างเส้นทางสำรวจก็เดินมาเจอชุมนุมรอบกองไฟ พออ่านป้ายดูจึงรู้ว่าเขาให้เอาแผ่นไม้ที่ได้รับแจกมาโยนเข้าไปในกองไฟตามขนบธรรมเนียมประเพณีของชาว Tlingit


นอกจากกิจกรรมล่องชมวาฬแล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมที่ขึ้นชื่อที่นี่ก็คือการโรยตัวเหาะมาตามรอก เรียกว่า ZipRider (แต่ผมขอบาย เนื่องจากไม่ถูกชะตากับความเสียว)


กิจกรรมช่วงบ่ายที่ผมเลือกก็คือการนั่งรถรางชมไพรและการแสดงเต้นพื้นเมืองของชนเผ่า (Forest tram & Tribal dance combination)


เริ่มจากรถรางชมป่า รถรางจะวิ่งฝ่าป่าโปร่งไปชายฝั่งอีกฝากของเมือง ทัศนียภาพที่ไม่ได้สวยเด่นอะไรนัก ประกอบกับมีฝนตกพรำๆตลอดทาง ก็เลยไม่มีอะไรน่าประทับใจเป็นพิเศษ เบ็ดเสร็จฆ่าเวลาไปชั่วโมงครึ่ง



รถรางวนกลับมาที่เดิม จากนั้นก็ฝ่าสายฝนเข้ามาในโรงมหรสพเพื่อชมการแสดงของชาว Tlingit


ชาว Tlingit จะถูกแบ่งแยกออกเป็นสองวงศ์ได้แก่วงศ์ Eagle กับ Raven ในแต่ละวงศ์จึงแบ่งย่อยเป็นตระกูลต่างๆเช่น หมี หมาป่า ฉลาม วาฬ เป็นต้น

จุดเด่นในเครื่องแต่งกายพื้นเมืองของชาว Tlingit ก็คือผ้าห่มคลุมกายที่ว่ากันว่าจะถูกส่งต่อให้ดูแลรักษาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นสัญลักษณ์ความไว้วางใจ


การแสดงจะผสมผสานการร้องและเต้นบอกเล่านิทานปรัมปราของชาวพื้นเมืองเรื่อง Raven steals the sun ระหว่างการแสดงไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป ให้ถ่ายได้ตอนแสดงจบแล้วเท่านั้น (ที่ยืนแถวหลังเป็นคนดูที่ขึ้นไปร่วมแสดง)


ถึงแม้การเต้นการร้องจะเฉียดๆระดับงานโรงเรียนมัธยมก็ตาม สิ่งที่ชวนให้แอบขนลุกเบาๆก็คือจิตวิญญาณที่เต็มเปี่ยมของผู้แสดงที่ตั้งใจสื่อสารให้ชาวโลกรู้จักชาว Tlingit

ชาว Tlingit จะไม่กล่าวคำว่าลาก่อนแต่จะพูดว่าแล้วพบกันใหม่แทน

แล้วพบกันใหม่ ..... Tsu yé ikhwasatîn



เว็บไซด์ของ Icy Strait Point







About