วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วัดพงอึนซา: ความสุขชั่วเวียนธูป ความทุกข์ชั่ววูบเทียน

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่าชื่อบท ความสุขชั่วเวียนธูป ความทุกข์ชั่ววูบเทียน นี้ผมไม่ได้แต่งขึ้นเอง แต่หยิบยืมมาจากชื่อบทๆหนึ่งในหนังสือเรื่อง สองเงาในเกาหลี ของคุณทรงกลด บางยี่ขัน สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักหนังสือเล่มนี้ ถ้าบอกว่านี่คือหนังสือที่เป็นแรงบันดาลใจของบทภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮคงร้องอ๋อกัน

ในหนังสือ สองเงาในเกาหลี บทดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่วัดพงอึนซา กล่าวถึงช่วงที่ตัวเอกทั้งสองแวะเข้ามาไหว้พระหลบลมหนาวที่วัด


ขณะที่กำลังจะออกจากวัดก็ผ่านธูปเทียนที่ปักไหว้ไว้ ธูปไหม้เกือบหมดก้านแล้วแต่เทียนกลับมอดไปนิดเดียว จึงเปรียบเทียบว่าเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วดังเช่นธูป ขณะที่ช่วงเวลาความทุกข์คืบคลานไปอย่างช้าๆเหมือนเทียน เป็นที่มาของวลีแสนคมกริบว่า ความสุขชั่วเวียนธูป ความทุกข์ชั่ววูบเทียนดังนั้นเมื่อตั้งใจจะเขียนเล่าประสบการณ์ท่องเที่ยววัดพงอึนซา ผมจึงอดไม่ได้ที่ขอหยิบยืมวลีนี้มาใช้


วัดพงอึนซา (봉은사)   เป็นวัดที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตมาก แต่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาถึง 1,200 กว่าปี อยู่ในย่านธุรกิจกังนัมทางตอนใต้ของโซล


ภายในวัดประดับประดาด้วยโคมกระดาษจำนวนมาก


สัญลักษณ์ของวัดพงอึนซาคือพระพุทธรูปหินอ่อนขนาดใหญ่ประทับยืนบนฐานดอกบัว ประดิษฐานอยู่ด้านในสุดของวัด


เนื่องจากวัดอยู่ในย่านธุรกิจสำคัญ จึงไม่แปลกที่จะเห็นวิวตึกสูงอยู่รายรอบวัด


ใกล้ๆลานจอดรถของวัดมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม แต่หลายคนมักไม่ค่อยสังเกตุเห็น


ผมแนะนำให้ลองแวะร้านขายของที่ระลึกของวัด ที่นี่มีของฝากเก๋ๆที่ไม่ซ้ำร้านอื่นๆ ของบางชิ้นราคาถูกมาก เช่น โปสการ์ด 100 วอน (พระเจ้า...สามบาทเอง)

การเดินทางไปวัดพงอึนซา
รถไฟฟ้าสาย 2 (สีเขียว) ลงที่สถานี Samseong วัดจะอยู่ตรงข้ามศูนย์การค้า COEX Mall

เว็บไซด์ของวัดพงอึนซา







วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Postcard from Alaska: Inside Passage คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล

สุภาษิตไทยโบราณที่กล่าวไว้ว่า คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล ใช้เตือนใจนักเดินเรือว่าทะเลมีภยันตรายใหญ่หลวงจึงไม่ควรประมาท แต่วลีนี้เหมาะสมที่จะยืมมาใช้บรรยายทัศนียภาพการล่องเรือสู่อลาสก้าวันที่สองได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่ว่าเส้นทางอันตรายผาดโผนแต่อย่างใด แต่ไม่ว่าจะเหลียวมองไปทางไหนซ้ายขวาหน้าหลังก็เห็นแต่ทะเลอย่างเดียว


วันที่สองบนเรือสำราญรัศมีแสงแห่งทะเล (Radiance of the Sea) ที่กำลังบ่ายหน้าสู่อะลาสก้า ตามกำหนดการวันนี้เรือไม่หยุดแวะจอดที่ไหน โดยจะแล่นผ่านเส้นทางที่เรียกว่า Inside Passage ซึ่งเป็นเส้นทางลัดเลาะชายฝั่งด้านมหาสมุทรแปซิฟิกของทวีปอเมริกา เสันทาง Inside Passage เริ่มต้นจากมลรัฐ Washington ประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านจังหวัด British Columbia ของแคนาดา (เมืองแวนคูเว่อร์อยู่ที่นี่) ยาวไปจนถึงมลรัฐอะลาสก้า ถึงแม้จะใช้คำว่าลัดเลาะ ในความเป็นจริงแล้วเรือวิ่งห่างจากชายฝั่งมากจนมองไม่เห็นขอบฝั่งแต่อย่างใด


แต่ไม่ต้องเป็นห่วงว่าการใช้ชีวิตบนเรือกลางทะเลทั้งวันจะน่าเบื่อหน่าย ผมอยากมอบรางวัลให้กับคนที่ตั้งชื่อภาษาไทยให้แก่เรือโดยสารประเภทนี้ว่า เรือสำราญเพราะเป็นชื่อที่นิยามคุณสมบัติของเรือได้เป็นอย่างดี เรียกว่าเรือพร้อมจะปรนเปรอความสำราญหลากหลายรูปแบบให้คุณเต็มที่

เริ่มจากอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์มีให้ทานได้ตลอดเวลาตั้งแต่หกโมงเช้าถึงตีหนึ่ง อย่างแย่ที่สุดก็มีขนมปังฮอทดอกให้รองท้อง

ถ้าคุณเป็นพวกชอบการออกกำลังกาย บนเรือจะมีสนามบาสเก็ตบอลขนาดย่อมที่สามารถปรับเป็นสนามบอลรูหนูได้ด้วย


สระว่ายน้ำทั้งของเด็กของผู้ใหญ่


สนามซ้อมพัทกอล์ฟ


หน้าผาจำลองสำหรับผู้ชอบความท้าทาย


แต่ถ้าคุณไม่อยากตากแดดตากลม(หนาว) เรือก็มีห้องฟิตเนสในร่มไว้ให้ออกกำลังกายเคล้าด้วยวิวงามๆ


แต่ถ้าคุณพิศมัยความสนุกแบบไม่เสียเหงื่อ ก็อาจเลือกไปห้องเกมส์เพื่อเล่นไพ่ โดมิโน หมากรุก ฯลฯ


แถมยังมีห้องตู้เกมส์ (ต้องเสียตังค์เล่น) แต่ทุกวันที่ผมแวะไปไม่เคยเจอใครเข้าไปเล่นเลย


ถ้าใครชอบความสนุกบนความเสี่ยง เรือก็มีคาสิโนไว้ให้ผู้ต้องการทดสอบโชคตัวเอง


บรรดาหนอนหนังสือสามารถไปหมกตัวที่ห้องสมุดได้ทั้งวัน


มีร้านค้าให้ช็อปอะฮอลิกจับจ่ายให้พอหายคันไม้คันมือ


โรงหนังขนาดย่อมๆฉายหนังที่เพิ่งออกโรงมาไม่เกินหกเดือน


มีโรงละครที่ทุกๆคืนก่อนหรือหลังอาหารเย็นจะมีรายการแสดงโชว์ดัง แต่ทุกวันจะเป็นโชว์ประเภทเดี่ยวไมโครโฟนหรือไม่ก็เกมส์โชว์อเมริกา ผู้ไม่สันทัดมุกขำขันอเมริกันอย่างผมเลยขอผ่าน


ผู้ต้องการความสุนทรีย์สามารถไปนั่งชิลล์ที่เปียโนเล้าจ์ได้


ตลอดทุกวันบนเรือจะมีตารางคลาสกิจกรรมให้ผู้โดยสารสามารถเข้าเรียนรู้ได้ เช่น สาธิตการใช้มีดอะลาสก้าแล่ปลาดิบ สอนพับผ้าขนหนูเป็นรูปสัตว์ สอนเต้นลีลาศ ฯลฯ

สำหรับโปรแกรมชีวิตที่ผมวางไว้ ช่วงเช้าผมเลือกไปเข้าฟังการบรรยายข้อมูลเกี่ยวกับอะลาสก้าสองเรื่อง หัวข้อแรกเป็นเรื่องแนะนำของฝากจากอะลาสก้าที่ควรซื้อ ซึ่งจะให้ข้อมูลว่าในแต่ละเมืองที่จะแวะในวันต่อๆไปมีร้านค้าอะไรสินค้าอะไรที่น่าแวะไปเพื่อบรรเทาเงินในกระเป๋า ผู้บรรยายสาวมีวาทะศิลป์ที่ดีมาก พูดจนขนาดทำให้ผมชักอยากลองซื้อเพชรอะลาสก้าเป็นของฝากเลยทีเดียว


อีกช่วงหนึ่งเป็นการบรรยายโดยคู่สามีภรรยาผู้คร่ำหวอดกับการท่องเที่ยวอะลาสก้า มาร่วมแชร์ประสบการณ์ให้นักเดินทางมือใหม่ทราบว่าในแต่ละเมืองมีกิจกรรมอะไรที่น่าสนใจ สถานที่ไหนที่ควรไป

พอช่วงบ่ายหลังอาหารกลางวัน ผมตัดสินใจไปเพิ่มความตื่นเต้นให้ชีวิตนิดนึงกับเกมส์บิงโก ผู้เข้าร่วมวัดดวงจะต้องเสียตังค์ซื้อการ์ดบิงโก ซึ่งมีหลายระดับราคา ยิ่งแพงก็จะยิ่งได้การ์ดหลายใบต่อเกมส์โอกาสที่จะได้บิงโกก็สูงขึ้น ผมขอเลือกเป็นพวกลงทุนน้อย(แต่มักสูง) แน่นอนทีสุดเทพีแห่งโชคย่อมไม่เข้าข้างพวกขี้เหนียว (ไม่ได้แม้แต่ลุ้น)


ส่งท้ายการเดินทางวันที่สองด้วยภาพบรรยากาศพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าสุดปลายทะเลที่ Inside Passage





  



วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ฮิโรชิม่ากับภารกิจนกกระเรียนพันตัว

เคยได้ยินหนังสือชื่อ ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว ไหมครับ เรื่องราวชีวิตจริงของเด็กหญิงเมืองฮิโรชิม่าคนหนึ่งที่ต้องทุกข์ทรมานจากอาการป่วยเนื่องจากผลของกัมมันตภาพรังสีจากระเบิดนิวเคลียร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เด็กหญิงซาซากิ ซาดาโกะมุ่งมั่นที่จะพับนกกระเรียนกระดาษให้ได้หนึ่งพันตัวด้วยความหวังว่าจะทำให้เธอหายจากความเจ็บป่วยดังกล่าว แต่เด็กหญิงผู้น่าสงสารต้องเสียชีวิตไปก่อนที่จะพับได้ครบ ทำให้นกกระเรียนกระดาษพับกลายมาเป็นสัญลักษณ์การแสวงหาสันติภาพจนถึงปัจจุบัน


วันหนึ่งช่วงกลางปี 2009 ก่อนที่ผมจะเดินทางไปภูมิภาคคันไซทางตะวันตกของญี่ปุ่น รายการทีวีท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นรายการหนึ่งพาไปที่สวนอนุสรณ์สันติภาพเมืองฮิโรชิม่า ซึ่งมีอนุสาวรีย์รำลึกถึงเด็กหญิงซาดาโกะและเด็กๆอีกนับพันๆคนที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณูในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่นี่ทุกๆวันจะมีนกกระเรียนกระดาษพับนับพันตัวส่งมาจากทั่วสารทิศนำมาตั้งแขวนเพื่อสักการะดวงวิญญาณของซาดาโกะและเด็กๆ


น้องสาวผมมีความคิดขึ้นมาว่าน่าจะมีนกกระเรียนกระดาษพับเป็นตัวแทนจากประเทศไทยไปร่วมสักการะด้วย จึงทำการพับนกกระเรียนกระดาษให้ได้หนึ่งพันตัว เนื่องจากผมไม่มีหัวทางด้านศิลปะที่จะช่วยพับได้จึงขันอาสาทำหน้าที่แมสเซนเจอร์ช่วยนำไปส่งถึงที่แทน

นกกระเรียนกระดาษพับหนึ่งพันตัวพร้อมแล้ว ผมออกเดินทางจากที่พักในเมืองโอซาก้าด้วยรถไฟสายชินคันเซน ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงถึงฮิโรชิม่า


จากสถานีรถไฟฮิโรชิม่านั่งรถรางมาที่สวนอนุสรณ์สันติภาพ สวนอนุสรณ์ฯประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้างมากมายในอาณาบริเวณ


เมื่อลงจากรถรางระหว่างทางเดินไปสวนจะผ่านอาคารที่เรียกว่า A-Bomb Dome (原爆ドーム,) เป็นหนึ่งในไม่กี่ซากตึกที่หลงเหลือจากแรงระเบิดปรมาณู แต่เดิมก่อนโดนระเบิดเป็นอาคารแสดงสินค้าประจำจังหวัดฮิโรชิม่า  ปัจจุบันมีรั้วกั้นล้อมไม่ให้เข้าใกล้ตึก ได้รับการยกย่องจากองค์กรยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 1996


จากตึก A-Bomb Dome เดินข้ามสะพานมาฝั่งสวน ก็จะถึงอนุสาวรีย์สันติภาพเด็กที่รำลึกถึงเด็กหญิงซาดาโกะ


รอบๆอนุสาวรีย์ก็จะเป็นที่สำหรับตั้งแขวนนกกระเรียนกระดาษพับที่นำมาสักการะ



ในที่สุดนกกระเรียนกระดาษพับสัญชาติไทยที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมานับพันไมล์ก็ถูกนำไปแขวน


 สิ่งปลูกสร้างอื่นๆในบริเวณสวนก็มีระฆังสันติภาพ ใครมาที่นี่ก็จะมาตีระฆังให้ก้องกังวานส่งเสียงเรียกร้องสันติภาพสู่โลก


อนุสาวรีย์รำลึกผู้เสียชีวิตจากสงครามทรงโค้งที่มองลอดไปเห็นอาคาร A-Bomb Dome


ด้านในสุดของสวนจะมีพิพิธภัณฑ์สันติภาพที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิม่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ชื่อว่า Little Boy ลงที่เมืองฮิโรชิม่าเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945

โมเดลจำลองสภาพเมืองฮิโรชิม่าก่อนและหลังระเบิดลง



นาฬิกาตายบอกเวลาแปดโมงสิบห้านาทีตอนเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่ระเบิดลง


ซากพระพุทธรูปที่หลอมละลายเนื่องจากความร้อนจากระเบิด


นกกระเรียนกระดาษพับฝีมือเด็กหญิงซาดาโกะ


สิ่งที่ผมประทับใจก็คือพิพิธภัณฑ์นี้มุ่งเน้นนำเสนอให้ผู้เข้าชมตระหนักถึงผลเลวร้ายจากภัยสงครามระเบิดนิวเคลียร์และร่วมสร้างสันติภาพโลก

การเดินทางไปสวนอนุสรณ์สันติภาพ
จากสถานีรถไฟฮิโรชิม่า โดยสารรถรางสาย 2 หรือสาย 6 ลงที่สถานี Genbaku Dome-mae

ฮิโรชิม่าเป็นหนึ่งในเมืองญี่ปุ่นที่ยังอนุรักษ์รถรางเป็นพาหนะหลักใช้ในการเดินทางในเมือง ว่ากันว่าเมืองที่ยกเลิกระบบรถรางไปแล้วก็จะโอนรถรางมาไว้ที่ฮิโรชิม่า จึงจะเห็นรถรางทั้งแบบใหม่และเก่าวิ่งขวักไขว่ในเมือง (ที่ฮิโรชิม่าเรียกรถรางเป็นภาษาอังกฤษว่า streetcar)


เว็บไซด์ของพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพแห่งฮิโรชิมา
พิพิธภัณฑ์นี้เก็บค่าเข้าชมเพียง 50 เยนเท่านั้น







About