วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Matterhorn: ยอดเขาทอบเบิลโรน

ถ้าให้นักท่องเที่ยวนั่งไล่ชื่อประเทศที่มีบรรยากาศสุดแสนโรแมนติกแล้วละก็คงมีสวิสเซอร์แลนด์ปรากฏอยู่ในลิสต์แน่นอน ถ้าท่านยังไม่เคยไป ก็ลองหลับตาจินตนาการภาพหมู่บ้านเล็กๆอยู่บนทุ่งหญ้าเขียวขจีมีแบ็คกราวด์เป็นเทือกเขาปกคลุมด้วยหิมะขาวล้อมรอบตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงิน เป็นยังไงครับแค่จินตนาการก็อยากไปเห็นของจริงแล้วใช่ไหมครับล่ะ


แต่สิบปากว่าไม่เท่าหนึ่งตาเห็น วันนี้ผมเลยขออาสาพาไปชื่นชมหนึ่งในทิวทัศน์สวิสเซอร์แลนด์ที่สวยอลังการและเป็นสัญลักษณ์ที่ปรากฏสู่สายตาชาวโลก นั่นคือยอดเขา Matterhorn ที่เมืองแซร์มัต (Zermatt) ทางตอนใต้ของประเทศ


จุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของ Matterhorn อยู่ที่รูปทรงยอดเขาที่มีลักษณะคล้ายสามเหลี่ยมปิรามิด ปกคลุมด้วยหิมะแทบทั้งปี มีระดับความสูงถึงยอดเขาที่ 4,478 เมตร


ชื่อ Matterhorn อาจจะฟังดูไม่คุ้นหูสำหรับบางท่าน แต่น่าจะรู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง เนื่องจากถูกใช้เป็นตราโลโก้ช็อคโกแลตสวิสชื่อดังยี่ห้อทอบเบิลโรน (Toblerone) ว่ากันว่ารูปทรงสามเหลี่ยมของตัวช็อคโกแลตก็มาจากรูปร่างยอดเขานี่เอง


ไม่มีพาหนะใดๆขึ้นเขาไปโดยตรง การปีนเขาทางเท้าก็ลำบากยากเข็ญยิ่ง ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่ต้องการชมทัศนียภาพ Matterhorn นิยมเดินทางไปยอดเขาใกล้ๆที่ชื่อ Gornergrat แทน


การเดินทางขึ้นไปบนยอด Gornergrat ทำได้โดยรถไฟจากเมือง Zermatt สถานีรถไฟขึ้นไป Gornergrat จะอยู่ใกล้ๆสถานีรถไฟของเมือง


ระหว่างทางรถไฟขึ้นเขาจะมองเห็นเมือง Zermatt ที่มียอด Matterhorn เป็นฉากหลัง


ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงสถานี Gornergrat


บนยอด Gornergrat จะมีอาคารทรงแปลกๆชื่อว่า Kulm Hotel เป็นทั้งโรงแรมและลานชมวิว มีร้านอาหารและร้านค้าย่อมๆภายในอาคาร


ป้ายบ่งบอกระดับความสูงของ Gornegrat ที่อุดมไปด้วยลายเซ็นนักท่องเที่ยว (ส่องหาของคนไทยไม่เจอ)


ทิ้งท้ายด้วยภาพวิวของ Matterhorn จาก Gornergrat ในหลากหลายมุม


การเดินทางไปเมือง Zermatt
นั่งรถไฟจากซูริคต่อที่เมือง Visp ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงถึง Zermatt
ถ้ามาจากเมือง Interlaken ก็ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง แต่ต้องต่อรถไฟสองครั้งที่เมือง Spiez และ Visp
(ที่สถานีรถไฟเมือง Zermatt มีป้ายต้อนรับเป็นภาษาไทยซะด้วย)







วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Postcard from Alaska: เดินทางพันไมล์เริ่มต้นที่แวนคูเว่อร์

หนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางส่วนใหญ่ใฝ่ฝันว่าจะต้องไปเที่ยวซักครั้งในชีวิตก็คืออะลาสก้า (Alaska) ดินแดนแห่งภูเขาและธารน้ำแข็ง เมื่อวีซ่าอเมริกาสิบปีใกล้จะหมดอายุ ผมเลยตัดสินใจว่าถึงเวลาที่จะต้องเดินทางตามใจฝันเสียที


หลังจากศึกษาข้อมูลการท่องเที่ยวอะลาสก้าพอสมควรแล้ว ผมตัดสินใจเลือกโหมดการเดินทางไฮโซอย่างการล่องเรือสำราญ ฤดูการล่องเรือสำราญเที่ยว Alaska จะเริ่มต้นปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนกันยายน เนื่องจากเป็นช่วงที่อากาศไม่หนาวเกินไปและธารน้ำแข็งในทะเลละลายพอที่จะเดินทางโดยเรือได้อย่างปลอดภัย

โปรแกรมล่องเรือที่ผมเลือกเป็นของบริษัท Royal Caribbean Cruise ซึ่งจะมีโปรแกรมหลากหลายให้เลือก ทั้งแบบไปแล้ววนกลับมาที่เมืองเดิม หรือแบบไปจากเมืองหนึ่งสิ้นสุดอีกเมือง ผมเลือกแบบไปไม่กลับ...เอ๊ย...ไม่วนกลับ โดยเดินทางจากเมืองแวนคูเว่อร์ (Vancouver) ประเทศแคนาดาไปสิ้นสุดที่เมืองซูเวิร์ด (Seward) ในอะลาสก้า เรือที่ผมเดินทางมีชื่อเก๋ไก๋ว่า Radiance of the Sea แปลเป็นไทยว่ารัศมีแสงแห่งทะเล


ทริปเริ่มต้นจากการไปขึ้นเรือที่ท่า Canada Place เมืองแวนคูเว่อร์ ซึ่งเป็นท่าเรือที่รองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ รูปร่างอาคารดูคล้ายเรือใบ


พอไปถึงที่ท่าเรือจะต้องผ่านกระบวนการตรวจคนเข้ามืองหรือตม.ของประเทศอเมริกาก่อน เนื่องจากการไปอะลาสก้าก็คือออกจากแคนาดาเข้าประเทศอเมริกา (ตม.ของอเมริกาจะมาตรวจประทับตราตั้งแต่ต้นทางเลย) หลังจากนั้นก็ไม่ต้องผ่านตม.ที่เมืองไหนๆอีกแล้ว


ตอนแรกคิดว่าตารางเวลาขึ้นเรือน่าจะสบายๆ เนื่องจากเปิดให้เริ่มเช็คอินตั้งแต่ 11 โมง ผมเลยไปถึงท่าเรือเกือบบ่ายโมง แต่เอาเข้าจริงกว่าจะผ่านตม.ได้กินเวลาไปเกือบสองชั่วโมงเนื่องจากคนแน่นมาก (ตอนหลังถึงรู้ว่ามีเรือสำราญอีกลำแต่คนละเจ้าที่ออกเดินทางพร้อมกัน) หลังจากผ่านตม.จึงเป็นกระบวนการเช็คอินขึ้นเรือ

เช็คอินเสร็จขึ้นเรือปุ๊บผมตรงรี่ไปที่ห้องพักทันที ของผมเลือกห้องแบบประหยัดจึงไม่มีหน้าต่างหรือระเบียงให้ชมวิว


รู้สึกห้องนี้จะโอ่โถงหน่อย ดูเหมือนจะเป็นห้องพักพิเศษสำหรับผู้พิการ


เรือรัศมีแสงเริ่มออกเดินทางตอนสี่โมงเย็น แต่ก่อนออกเดินทางกัปตันจะประกาศเรียกผู้โดยสารทุกคนไปซ้อมอพยพกรณีเหตุฉุกเฉินตามที่จุดกำหนดไว้

เรือค่อยๆแล่นออกห่างจากเมืองแวนคูเว่อร์ไปเรื่อยๆ


ผ่านสวน Stanley Park ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมือง ลอดใต้สะพาน Lion Gate Bridge


ภาพตึกระฟ้าของเมืองแวนคูเว่อร์เหมือนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่ยืนโบกมืออำลาส่งนักเดินทางไปอะลาสก้า ค่อยๆเล็กลงๆจนลับสายตาไป


เว็บไซด์ของ Royal Caribbean Cruise







วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Acrophilia: Taipei 101

เคยเขียนเรื่อง Acrophilia ไปครั้งหนึ่งเกี่ยวกับตึกที่สูงที่สุดในโลก Burj Khalifa มาแล้ว ปรากฏว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่ได้รับความนิยมจากผู้อ่านมาก จึงขอกลับมาเขียนเรื่องราวชาวรักที่สูงอีกครั้ง คราวที่แล้วพูดถึงเจ้าของตำแหน่งแชมป์ปัจจุบันไปแล้ว มาคราวนี้ขอให้เกียรติแชมป์เก่าอย่างตึกไทเป 101 บ้าง


ตึกไทเป 101 (台北101) ชื่อบอกพิกัดที่อยู่เบ็ดเสร็จเรียบร้อยแล้วว่าอยู่ที่เมืองไทเป ไต้หวัน ตึกสร้างเสร็จและเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อสิ้นปี 2004 มีความสูง 509 เมตร หลังจากเปิดอย่างเป็นทางการก็ครองตำแหน่งตึกที่สูงสุดในโลกมาจนถึงปี 2010

รูปทรงภายนอกของตึกบ้างว่าดูคล้ายๆเจดีย์จีนโบราณ บ้างว่าคล้ายลำไผ่เนื่องจากมีลักษณะเป็นปล้องๆ บ้างก็ว่าเหมือนแท่งตำลึงทองโบราณของจีนตั้งซ้อนกัน


ตึกออกแบบแฝงหลักฮวงจุ้ยของจีน เช่น รูปทรงตึกเหมือนมีบล็อกซ้อนกันแปดบล็อก ในแต่ละบล็อกมีแปดชั้น ซึ่งเลขแปดถือเป็นเลขมงคลของจีน รอบตึกสามด้านจะมีปุ่มวงกลมติดอยู่ด้านละปุ่ม รูปร่างคล้ายเหรียญอีแปะโบราณ


ตัวเลข 101 ก็คือจำนวนชั้นของตึก จุดชมวิวของตึกมีทั้งแบบ indoor และ outdoor ส่วน indoor อยู่ที่ชั้น 89 (ระดับความสูง 382.20 เมตร) ในขณะที่ outdoor อยู่ที่ชั้น 91 (ระดับความสูง 390.60 เมตร)


วิวจากชั้น indoor ผ่านผนังกระจกรอบด้าน ที่เมืองไทเปไม่ค่อยมีตึกระฟ้าเท่าไหร่ ทัศนียภาพจึงดูโล่งๆตาหน่อย


วิวจากชั้น outdoor จากชั้นนี้จะมองขึ้นไปเห็นปลายยอดตึกไทเป 101


หนึ่งในเทคโนโลยี่ที่โดดเด่นของตึกไทเป 101 ก็คือ damper หรือลูกตุ้มถ่วงที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ตึกสามารถรับมือพายุไต้ฝุ่นกับแผ่นดินไหวได้ (ภัยธรรมชาติที่เกิดบ่อยในไต้หวัน)


ด้วยความภาคภูมิใจของตึกจึงนำเจ้า damper มาทำเป็นมาสค็อตประจำตึกเรียกว่าขบวนการ Damper Baby มีทั้งสิ้นสี่สีสี่สหาย ได้แก่ Lucky Red, Rich Gold, Cool Black และ Smart Silver หนึ่งในของฝากของตึกไทเป 101 ก็คือตุ๊กตา Damper Baby นี่เอง


การเดินทางไปตึกไทเป 101 
สามารถจับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินลงที่สถานี Taipei City Hall จากนั้นเดินต่ออีกไม่เกิน 15 นาที 

เว็บไซด์ของตึก Taipei 101







About