วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Tokyo Motor Show 2011

ประเทศญี่ปุ่นจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก และยังถูกยกย่องให้เป็นจ้าวแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยี่ ดังนั้นประสบการณ์ที่ได้สัมผัสความล้ำหน้าด้านยานยนต์ของเค้าจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาด ผมจึงตัดสินไปชมงานมหกรรมยานยนต์ Tokyo Motor Show ที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ด้วยความอยากรู้ว่างานเค้าจะแตกต่างจากพวกมอเตอร์โชว์เอ็กโปบ้านเรารึเปล่า


งานมหกรรม Tokyo Motor Show จะจัดขึ้นทุกๆสองปี ในช่วงปลายพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคม (ประมาณใกล้ๆกับงาน Motor Expo บ้านเรา) งานจะมีในปีค.ศ.เลขคี่โดยครั้งล่าสุดที่จัดก็เมื่อปี 2011 ที่ผมไป (สู้งานบ้านเราไม่ได้มีถึงปีละสองครั้ง)

งาน Tokyo Motor Show ปี 2011 จัดเป็นครั้งที่ 42 ที่ Tokyo Big Sight ซึ่งเป็นศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมขนาดใหญ่อยู่ที่ย่านโอไดบะของโตเกียว


บรรยากาศภายในฮอลล์จัดงานค่อนข้างแออัด รูปแบบการจัดบู๊ทของญี่ปุ่นไม่ได้เรียงกันเป็นแนวแถวทำให้การเดินชมงานให้ทั่วยากลำบาก เนื่องจากข้อมูลในงานเน้นเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียว จึงได้แต่เก็บภาพบรรยากาศมาฝากแล้วกัน

งานนี้บริษัทรถยี่ห้อบิ๊กๆของญี่ปุ่นมาออกบู๊ทกันถ้วนหน้า เริ่มจากค่ายโตโยต้า


เมื่อปี 2011 โตโยต้าออกโฆษณาภายใต้คอนเซ็ปต์ REBORN จับธีมการ์ตูนโดราเอม่อน บอกเล่าเรื่องราวเมื่อโนบิตะและผองเพื่อนในวัย 30 กว่าปี มีดาราฮอลลีวู้ดฌอง เรโนมารับบทเป็นโดราเอม่อน คนคัดเลือกนักแสดงช่างใจร้ายกับโนบิตะจริงๆเล่นเลือกเอาดารานักร้องรูปหล่อยามะพีมาเล่นเป็นซูเนโอะ (กลบรัศมีโนบิตะเห็นๆ)


ตามมาด้วยฮอนด้า (บู๊ทนี้จัดแสงได้ปวดใจตากล้องมาก)


นิสสัน


มิตซูบิชิ


มาสด้า


ซูซูกิ


ไดฮัทสุ


ไม่เว้นแม้แต่ค่ายรถเด็กเล่นอย่าง TOMICA


ถ้าเป็นฝั่งยุโรปก็มี Mercedes Benz, BMW, Audi, Volkswagen


Chevrolet จากประเทศสหรัฐอเมริกา (ไม่แน่ใจว่าเป็นรถหรือตู้เกมซิมูเลชั่นกันแน่)


มีแสดงรถสำหรับลูกค้าทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นรถราคาแพงสำหรับผู้สูงศักดิ์


หรือรถ(ราคาก็คงแพง)สำหรับคนติดดิน


ปีนี้เน้นคอนเซ็ปต์รถใช้พลังงานไฟฟ้า (เซฟค่าน้ำมันมาจ่ายบิลค่าไฟแทน)


งานโชว์รถงานไหนที่ไม่มีแขกรับเชิญสองรายนี้ถือว่าเชยมาก


นอกจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ก็ยังมีรถเพื่อการอื่นมาแสดงด้วย อาทิเช่น รถแข่ง รถแท็กซี่ รถใช้งานในสวน (สำหรับบ้านที่มีอาณาบริเวณสวนกว้างเป็นไร่ๆ)


นอกจากรถแนวตลาดทั่วๆไป ก็ยังมีรถรูปทรงแปลกประหลาดที่ไม่เคยเห็นใครเอาออกมาขับขี่ตามท้องถนนร่วมโชว์มากมาย (เหมือนมาจากโลกอนาคต)


รถคันนี้คงไม่เหมาะกับประเทศไทย ถ้ารถติดเกิดปวดฉี่ขึ้นมางัดคอมฟอร์ต 100 มาใช้ไม่ได้


ไม่ใช่มีเพียงแต่รถสี่ล้อเท่านั้น รถที่มีล้อน้อยกว่าสี่ล้อก็มี


หรือรถมากกว่าสี่ล้อก็มา (ออกแบบโดยบริษัทผลิตยางรถยนต์หรือไง)


สำหรับผู้ที่ใฝ่ฝันจะไปงาน Tokyo Motor Show เพื่อถ่ายรูปพริตตี้ญี่ปุ่น คงต้องผิดหวัง เพราะงานนี้เน้นโชว์รถไม่เน้นโชว์พริตตี้จริงๆ

ในงานมีพริตตี้จำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่เน้นแนวน่ารักนิดหน่อย (ไม่เยอะจริงๆ) แถมบางคนจะปักป้ายบอกเลยว่าไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป นอกจากนี้ข้างในฮอลล์จัดงานก็จัดแสงได้ปวดตับมาก (มืดสลัวไปไหน)

พริตตี้แต่ละนางแต่งตัวมิดชิดมาก


นี่เป็นชุดวาบหวิวที่สุดที่หาได้ในงาน


น้องๆพริตตี้ญี่ปุ่นจะมีท่าถ่ายรูปมาตรฐานก็คือท่าชูโบรชัวร์


ส่งท้ายด้วยภาพรวมมิตรพริตตี้คาวาอี้


สำหรับคนที่รอชมภาพพริตตี้สวยๆ ไว้รอตอนที่ผมเขียนรีวิวงาน Seoul Motor Show แล้วกัน

การเดินทางไปที่ Tokyo Big Sight
รถไฟฟ้าสาย Yurikamome ลงที่สถานี Kokousai-Tenjijo หน้า Tokyo Big Sight เดินต่อไม่เกินสามนาที
หรือนั่งรถไฟสาย Rinkai ลงที่สถานี Kokousai-Tenjijo เดินต่อประมาณห้าถึงสิบนาที (ชื่อสถานีอาจเหมือนกันแต่อยู่คนละที่กับอันแรก สถานีของสาย Rinkai จะอยู่ไกลกว่าหน่อย)

สำหรับงาน Tokyo Motor Show ปี 2013 จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายนถึง 1 ธันวาคมนี้

ผู้สนใจสามารถเข้าไปเช็คข้อมูลได้ที่เว็บไซด์ของงาน







วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Postcard from Alaska: Misty Fjords ล่องฟยอร์ดชมธรรมชาติ



เรายังอยู่กันที่ Ketchikan เมืองหน้าด่านของอะลาสก้า

การล่องเรือสู่อะลาสก้าไม่ต้องกังวลว่าวันๆจะหมกอยู่บนเรือจนชีวิตจะเฉาตาย เพราะเรือสำราญจะแวะจอดตามเมืองที่อยู่รายทางให้นักท่องเที่ยวลงไปยืดเส้นยืดสายท่องเที่ยวได้ ผู้โดยสารสามารถเลือกได้ว่าจะลงไปย่ำต๊อกสำรวจเมืองด้วยตัวเองหรือจะร่วมโปรแกรมแลนด์ทัวร์ที่มีให้เลือก (แต่เสียตังค์เพิ่มนะ) แต่ถ้าพิศมัยบรรยากาศบนเรือไม่อยากลงไปเที่ยวจะอยู่แต่บนเรือก็ได้ไม่มีใครบังคับ

เมื่อเดินทางมาอะลาสก้าทั้งที ผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะเที่ยวให้เต็มเหนี่ยวจึงวางแผนร่วมแลนด์ทัวร์ทุกๆเมืองที่จอดแวะ ในแต่ละเมืองจะมีแลนด์ทัวร์หลากหลายแบบให้เลือก ตั้งแต่ชิลล์ๆสบายๆไปจนถึงแบบแอดเวนเจอร์สมบุกสมบัน ผมตัดสินใจพิจารณาเลือกโปรแกรมที่ป๊อบปูล่าร์ติดท๊อปชาร์ตและเหมาะกับสภาพสังขารตัวเอง

สำหรับเมือง Ketchikan ผมเลือกโปรแกรมที่ชื่อว่า Misty Fjords & Wilderness Explorer ซึ่งจะล่องเรือผ่านฟยอร์ดชมธรรมชาติและชีวิตสัตว์อะลาสก้า โดยต้องมาขึ้นเรือเล็กที่ท่าจอดเรือสำราญ


Fjords หรือฟยอร์ด (กรุณาออกเสียงฟ.ฟันกับย.ยักษ์พร้อมกัน) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งบนที่ราบหุบเขาทำให้เกิดโตรกธารลัดเลาะไปตามหน้าผา ประกอบกับเมื่อธารน้ำแข็งที่กดทับละลายเปลือกโลกเกิดการเด้งตัวกลับทำให้เกิดทัศนียภาพสายน้ำแคบๆไหลผ่านหน้าผาตระหง่านสูงชัน ดังนั้นฟยอร์ดมักพบเห็นได้ในบริเวณพื้นที่ใกล้ขั้วโลกที่มีธารน้ำแข็ง อาทิเช่น สแกนดิเนเวีย อะลาสก้า เป็นต้น



Misty Fjords อยู่ห่างจากเมือง Ketchikan ทางทิศตะวันออกประมาณ 60 กว่ากิโลเมตร การล่องเรือในช่วงแรกจะผ่านบริเวณที่สามารถมองเห็นวิวชายฝั่ง ผ่านศูนย์วัฒนธรรมชนพื้นเมือง


กัปตันเรือจะคอยชี้บอกตำแหน่งพิกัดที่สามารถเห็นสรรพสัตว์ได้ แล่นออกไม่นานก็เจอรังนกอินทรีย์หัวล้าน (Bald Eagle) หนึ่งในสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศอเมริกา


พอแล่นลึกเข้าไปเรื่อยๆก็เริ่มห่างฝั่งขึ้นเรื่อยๆ


จุดไฮไลท์สำคัญระหว่างเส้นทางล่องเรือก็คือ New Eddystone Rock เป็นแท่งหินตั้งโด่เด่บนเกาะเล็กๆ


ที่ฐานแท่งหินจะมีโพรงถ้ำ ที่นี่เป็นจุดที่นิยมจะมาจัดงานแต่งงานกัน


ผ่านจากแท่งหินชี้ฟ้าไม่นานก็เริ่มเข้าสู่หน้าผาฟยอร์ด ผาสีเทาดำสูงชันตระหง่านสองฝั่งดูอลังการ


จุดชมวิวอีกจุดหนึ่งของฟยอร์ดชื่อว่า Punchbowl Cove เป็นบริเวณผาที่เว้าเป็นรูปลักษณ์คล้ายชาม


เรือจะชะลอให้นักท่องเที่ยวดื่มด่ำทัศนียภาพได้เต็มที่


ลานตากแมวน้ำเป็นบริเวณที่แมวน้ำนิยมมานอนอาบแดดกัน


ตลอดสองฝั่งทางมักจะพบเห็นน้ำตกสายเล็กๆที่ไหลลงมาตามหน้าผาชัน


การชมฟยอร์ดนอกจากโปรแกรมล่องมาทางเรือแล้ว ยังสามารถควักกระเป๋าจ่ายแพงเลือกเดินทางด้วยเครื่องบินเล็กก็ได้ ซึ่งจะได้ภาพมุมสูงงดงามไปอีกแบบ (แต่ผมเลือกแบบประหยัดไว้ก่อน)


กลับมาถึงที่ท่าเรือเวลาบ่ายโมงครึ่ง รวมทั้งหมดใช้เวลาล่องเรือประมาณสี่ชั่วโมงครึ่ง ยังพอมีเวลาเหลือให้เดินสำรวจดาวน์ทาวน์แบบไฮสปีดได้อีกรอบ


เรือสำราญมีกำหนดเดินเครื่องแล่นออกจาก Ketchikan เวลา 16.00 น. โดยผู้โดยสารทุกคนจะต้องกลับมาบนเรือไม่ช้ากว่า 30 นาทีก่อนเรือออก


 อำลาเมือง Ketchikan ด้วยภาพเมืองถ่ายจากเรือรัศมีแสงแห่งทะเลที่กำลังแล่นจากไป


การร่วมโปรแกรมแลนด์ทัวร์
การร่วมแลนด์ทัวร์สามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ก่อนเดินทางหรือจะไปซื้อบนเรือหลังออกเดินทางก็ได้ แต่ละเมืองจะมีโปรแกรมประมาณยี่สิบกว่าแบบให้เลือก บางโปรแกรมมีหลายเวลาสามารถจัดหลายๆโปรแกรมภายในหนึ่งวันได้ ทัวร์จะเรียกระดมพลที่บริเวณท่าจอดเรือสำราญ






วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

นิราศ@โรแมนติก: กลรักลวงไปคาร์โลวี่ วารี่

เคยพาไปทัศนาสถานที่ท่องเที่ยวแสนโรแมนติกที่ปรากฏในหนังฝรั่งและเกาหลีมาแล้ว คราวนี้ขอเป็นคิวของละครไทยของเราบ้าง (เดี๋ยวจะหาว่าเห่อแต่ของนอก)


มีละครช่องสามที่เรทติ้งดีเรื่องหนึ่งถ่ายทำที่ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ออกอากาศเมื่อปลายปี 2011 ถ้าเป็นแฟนละครตัวจริงคงจดจำกันได้ ผมกำลังพูดถึงละครเรื่อง กลรักลวงใจ ที่นำแสดงโดยเคน ธีรเดช และนางเอกที่โด่งดัง(ในตอนนี้) เจนนี่ (เทียนโพธิ์สุวรรณ) อัศวเหม

ในบทละครพระเอกมีอาชีพเป็นผู้ช่วยฑูตอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐเช็ก โลเกชั่นส่วนใหญ่ถ่ายทำที่เมืองปรากซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ แต่ถ้าจะไปลัดเลาะเส้นทางกรุงปรากมันก็คงธรรมดาเกินไป จึงขอเลือกพาไปตามรอยฉากขอแต่งงานซึ่งจัดว่าเป็นไฮไลท์ฉากหนึ่ง ฉากนี้มาถ่ายทำกันที่เมืองชื่อว่าคาร์โลวี่ วารี่ (Karlovy Vary)


Karlovy Vary (ภาษาเยอรมัน: Karlsbad, ภาษาอังกฤษ: Carlsbad) อยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงปราก (ใกล้พรมแดนติดกับประเทศเยอรมัน) ได้รับการยกย่องเป็นเมืองแห่งสปาเพราะมีแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติขนาดใหญ่ถึงสิบสองแห่ง ในอดีตขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองพักผ่อนยอดนิยมสำหรับกษัตริย์ยุโรป


ผมเดินทางไปเที่ยว Karlovy Vary ภายในเวลาหนึ่งวันจากปราก ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนเมืองเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงทำให้บรรยากาศในเมืองเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสัน ตัวอาคารบ้านเรือนทรงคลาสสิกหลากสีระบายเติมแต้มด้วยสีส้มแดงจากต้นไม้ ดูสวยงามเหมือนภาพวาดสีสด เสียดายที่วันที่ไปแดดหุบแสงไม่ค่อยดีเท่าไหร่


ใจกลางเมืองจะมีแม่น้ำสายเล็กๆไหลผ่าน เสริมบรรยากาศชวนฝันจริงๆ


มีมุมเล็กมุมน้อยแต่สวยมากมายให้แวะเวียนถ่ายรูปได้ไม่รู้เบื่อ


สูตรสำเร็จเมืองโรแมนติกของยุโรปต้องมีรถม้าให้นั่งชมเมือง


สะพานที่เห็นไกลๆข้างหน้าคือจุดที่ใช้ถ่ายฉากขอแต่งงานของละครกลรักลวงใจ


การเยี่ยมชมแหล่งน้ำพุร้อนต่างๆในตัวเมืองจะต้องมองหาอาคารที่ชื่อมีคำว่า Colonnade ซึ่งปลูกสร้างขึ้นมาครอบแหล่งน้ำพุร้อนไว้ สถานที่สำคัญๆก็มี Mill Colonnade แค่ที่นี่ที่เดียวมีแหล่งน้ำพุร้อนถึงห้าแห่ง


อีกอาคารก็คือ Market Colonnade (สีขาวมีลายฉลุ) ที่นี่มีอีกสองแหล่งน้ำพุร้อน


ด้านบนของ Market Colonnade มีอีกแหล่งน้ำพุร้อนเรียกว่า Castle Colonnade


ระเบียงริมสวนนี่เรียกว่า Park Colonnade มีสามแหล่งน้ำพุร้อน


อีกแหล่งหนึ่งที่เหลือเป็นน้ำพุร้อนที่พุ่งขึ้นจากพื้น (Hot Spring Colonnade)


ในแต่ละ Colonnade จะมีแท่นสูบน้ำพุร้อนจากใต้ดินขึ้นมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสหรือดื่มได้ น้ำพุร้อนก็คือน้ำแร่ธรรมชาติที่มีอุณหภูมิสูงจึงใช้ดื่มได้


ของที่ระลึกอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองคือแก้วเซรามิคใช้รองดื่มน้ำพุร้อน


นักท่องเที่ยวนิยมเอาแก้วนี้ไปรองน้ำจากแท่น วิธีดื่มให้จ่อปากดื่มจากปลายจะงอยแก้ว (รูปร่างเหมือนหูแก้ว) โบราณว่าเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ผมเลยซื้อแก้วมาลองทำตามแนะนำแต่จิบได้นิดเดียวก็เลิกเพราะรสชาติเหมือนดื่มน้ำผสมยันต์กระดาษเผา (กลิ่นกำมะถันอบอวล)


ขนมขึ้นชื่อของเมืองเรียกว่า lázeňské oplatky (ไม่รู้ว่าออกเสียงยังไง) หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษง่ายๆว่า spa wafer เป็นเวเฟอร์แผ่นกลมๆบางกรอบ ปัจจุบันทำออกมาหลายสิบรสให้เลือก เค้าโปรโมทว่าให้ซื้อแบบทำใหม่ร้อนๆไปกินแกล้มกับน้ำพุร้อน (อันนี้ไม่ได้ลอง)


Karlovy Vary อาจไม่ใช่เมืองใหญ่แต่มีเสน่ห์โดนใจล้นเหลือ ทำให้ผมรู้สึกว่าเวลาเพียงหนึ่งวันที่นี่ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว และตั้งใจจะหาโอกาสกลับมาอีกครั้ง 


การเดินทางไปเมือง Karlovy Vary
นั่งรถไฟจากปรากไปใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงครึ่ง และจากสถานีรถไฟเมือง Karlovy Vary ซึ่งอยู่บนเนินนั่งรถเมล์ต่อลงไปย่านใจกลางเมือง


เว็บไซด์การท่องเที่ยวของเมือง Karlovy Vary








About