วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

โอ้บร๊ะ....ลิคเท่นสไตน์

โปรดอย่าเข้าใจผิดนี่ไม่ใช่การแปลงเพลงกังนัมสไตล์ของไซแต่อย่างใด แต่เป็นการแนะนำการท่องเที่ยวประเทศเล็กๆที่น่าสนใจที่ชื่อว่าลิคเท่นสไตน์ (Liechtenstein) พูดปุ๊บหลายคนรีบเปิดกูเกิ้ลเพื่อเสิร์ซดูทันทีว่าเจ้าประเทศนี้อยู่แห่งหนตำบลใด ไม่ต้องเสียเวลาครับ เรามาทำความรู้จักลิคเท่นสไตน์กันเลย


ประเทศลิคเท่นสไตน์อยู่ในทวีปยุโรปมีพรมแดนด้านตะวันตกติดกับสวิสเซอร์แลนด์ และตะวันออกติดกับออสเตรีย ผมเคยได้ยินชื่อลิคเท่นสไตน์มาบ้างเวลาติดตามการแข่งขันฟุตบอลยุโรป แต่มาสนใจเป็นพิเศษก็ตอนที่กำลังวางแผนจัดโปรแกรมเที่ยวสวิสเมื่อปี 2011 ในหนังสือ Lonely Planet ของประเทศสวิสบรรจุข้อมูลของลิคเท่นสไตน์อยู่ท้ายๆเล่ม ผ่านตาแว่บแรกก็ไม่ได้ประทับใจอะไรเป็นพิเศษจนกระทั่งได้อ่านข้อมูลเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่แสนอัศจรรย์ของเจ้าประเทศเล็กๆนี้ ก็ดึงดูดให้อยากรู้ว่าบ้านเมืองเขาจะหน้าตาเป็นอย่างไรกันหนอ

ในวงการฟุตบอล ทีมชาติลิคเท่นสไตน์ได้รับการขนานนามว่าเป็นสมันน้อยแห่งยุโรป เรียกว่าแข่งกับใครก็แจกประตูเป็นกระบุง ทีมชาติเค้าเคยมีโค้ชชื่อว่า Ralf Loose ซึ่งออกเสียงตามภาษาเยอรมันจะพ้องกับภาษาอังกฤษว่า loser ซึ่งแปลว่าขี้แพ้

เมืองหลวงของลิคเท่นสไตน์ชื่อว่า Vaduz การเดินทางจากสวิสเซอร์แลนด์ไปเมือง Vaduz ทำได้โดยนั่งรถบัสจากสถานีรถไฟเมือง Buchs ลงที่ป้าย Vaduz Post ใช้เวลาประมาณ 15 นาที หรือถ้านั่งรถบัสจากสถานีรถไฟเมือง Sargans ก็จะใช้เวลาครึ่งชั่วโมง


การเดินทางมาเที่ยวจากสวิสไม่ต้องใช้วีซ่าอะไรเพิ่มเติม ไม่ต้องผ่านตม. แถมใช้เงินฟรังก์สวิสได้ปกติ

ลิคเท่นสไตน์มีประชากรประมาณ 35,000 คน แต่มีบริษัทที่จดทะบียนที่ประเทศนี้กว่า 70,000 บริษัท คิดแบบขำๆ คนลิคเท่นสไตน์หนึ่งคนเป็นเจ้าของบริษัทถึงสองบริษัท

บรรยากาศใจกลางเมือง Vaduz ดูโล่งๆไม่แออัดเหมือนเมืองหลวงทั่วไป


ชื่อประเทศลิคเท่นสไตน์ตั้งตามเจ้าชายลิคเท่นสไตน์แห่งออสเตรียที่กว้านซื้อที่ดินละแวกนี้แล้วสถาปนาขึ้นเป็นประเทศ ปัจจุบันราชวงศ์ลิคเท่นสไตน์เป็นราชวงศ์ที่ร่ำรวยมากกว่าราชวงศ์ประเทศอื่นๆในยุโรปแม้แต่ราชวงศ์อังกฤษ

ปราสาท Vaduz ซึ่งเป็นที่ประทับของราชวงศ์ลิคเท่นสไตน์ตั้งตระหง่านอยู่บนเขา


ลิคเท่นสไตน์ยกเลิกระบบกำลังพลกองทัพไปนานแล้ว ได้ส่งทหารไปร่วมภารกิจรบครั้งสุดท้ายในปีค.ศ. 1866 ซึ่งในครั้งนั้นส่งทหารไป 80 นายรอดชีวิตกลับมา 81 นาย

กิจกรรมแนะนำที่ Vaduz
1 ย่านใจกลางเมืองเป็นแหล่งชุมนุมของพิพิธภัณฑ์ขนาดกะทัดรัด ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติลิคเท่นสไตน์ พิพิธภัณฑ์ศิลปะวิจิตรศิลป์ พิพิธภัณฑ์ไปรษณียากร เป็นต้น เหมาะแก่การเดินเล่นฆ่าเวลา


2 เอาพาสปอร์ตไปประทับตราว่าเคยไปเหยียบลิคเท่นสไตน์มาแล้วในชีวิต (แต่เสียตังค์ค่าประทับด้วยนะ)


3 ส่งโปสการ์ดหาเพื่อนให้ฉงนว่าลิคเท่นสไตน์อยู่ที่มุมไหนบนโลก

ท่านทราบหรือไม่ว่า.....ลิคเท่นสไตน์เป็นประเทศผู้ผลิตฟันปลอมรายใหญ่ที่สุดในโลก

เว็บไซด์การท่องเที่ยวลิคเท่นสไตน์





วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2556

ซากุระบานที่คุมาโมะโตะ

ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายนถือว่าเป็นฤดูไฮซีซั่นสำหรับการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเนื่องจากเป็นหน้าดอกซากุระผลิบาน คนญี่ปุ่นเรียกช่วงเวลานี้ว่าเทศกาลฮะนะมิซึ่งจะชักชวนกันออกไปฉลองอย่างมีความสุขเคล้าคลอบรรยากาศดอกไม้บาน เพื่อต้อนรับเทศกาลฮะนะมิของปี 2013 ที่กำลังจะมาถึง ผมขอพาย้อนอดีตไปกับทริปชมซากุระที่เมืองคุมาโมะโตะเกาะคิวชูเมื่อสองปีก่อน

สถานที่ชมวิวซากุระขึ้นหน้าขึ้นตาของเมืองคุมาโมะโตะก็คือบริเวณปราสาทคุมาโมะโตะ (熊本城) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในร้อยจุดชมซากุระที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยวิวพุ่มซากุระสีขาวอมชมพูเรื่อๆตัดกับภาพปราสาททรงโบราณ


ภาพซากุระรอบกำแพงปราสาทดูสวยงามแบบคลาสสิก



ถนนรอบๆปราสาทก็เรียงรายไปด้วยต้นซากุระตลอดสองข้างทาง




เดินๆเจอสาวชุดกิโมโนมาถ่ายแฟชั่น ก็ฉวยโอกาสมั่วนิ่มแชะภาพเค้ามาประกอบฉากดอกไม้งามซะเลย



การเดินทางไปปราสาทคุมาโมะโตะ
จากป้ายรถเมล์หน้าสถานีรถไฟคุมาโมะโตะจะมีรถบัสวิ่งวนระหว่างปราสาทและสถานีรถไฟทุกครึ่งชั่วโมง ใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที ให้สังเกตุข้างรถบัสจะติดสติ๊กเกอร์รูปปราสาท

ช่วงเวลาการชมซากุระที่ญี่ปุ่น
โดยทั่วไปดอกซากุระจะบานในช่วงอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงจากหนาวเป็นอบอุ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่ในความเป็นจริงซากุระไม่ได้บานพรึ่บพร้อมกันทั้งเกาะญี่ปุ่น แต่จะค่อยๆบานจากภูมิภาคทางใต้ไล่ขึ้นไปทางเหนือ และจะบานอยู่ได้ประมาณสองอาทิตย์ก่อนจะร่วง


ที่เกาะโอกินาวาที่อยู่ใต้สุด ดอกซากุระจะบานเร็วที่สุดตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์ ไล่มาที่เกาะคิวชูช่วงปลายเดือนมีนาคม ต้นเดือนเมษายนสำหรับภูมิภาคช่วงกลางเกาะฮอนชู (เช่นเมืองเกียวโต โอซาก้า นาโกย่า โตเกียว เป็นต้น) ต่อมาที่ครึ่งหลังเดือนเมษายนสำหรับภูมิภาคโทโฮะกุทางเหนือของเกาะฮอนชู (เช่นเมืองเซ็นได อาโอโมริ เป็นต้น) ไปสิ้นสุดที่ต้นเดือนพฤษภาคมสำหรับเกาะฮอกไกโดที่อยู่เหนือสุดของญี่ปุ่น





วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

กินนำสไตล์: Modern Toilet Restaurant

คอลัมน์กินนำสไตล์นี้จะเล่าเรื่องราวประสบการณ์การแสวงหาอาหารการกินแนวเก๋ไก๋นำสไตล์ในต่างประเทศ ขอย้ำว่าร้านหรืออาหารที่แนะนำเน้นที่สไตล์เป็นหลักไม่ใช่รสชาตินะครับ สำหรับประสบการณ์แรกผมจะพาไปร้านอาหารคอนเซปต์แปลกๆที่ไต้หวัน คนไต้หวันมีรสนิยมเห่อร้านอาหารประเภท theme restaurant ที่ตกแต่งในคอนเซปต์แปลกประหลาด เช่น ร้านอาหารที่ตกแต่งเหมือนอยู่ในโรงพยาบาล ร้านอาหารคอนเซ็ปต์เหมือนนั่งอยู่ในเครื่องบินของสายการบิน เป็นต้น

แต่วันนี้ผมจะแนะนำร้านอาหารที่ถือว่าเป็นหนึ่งใน theme restaurant ที่ได้รับนิยมอย่างมากในไต้หวัน นั่นคือร้าน Modern Toilet Restaurant (便所主題餐廳) ร้านที่ตกแต่งในสไตล์ให้ความรู้สึกเหมือนทานข้าวอยู่ในห้องส้วม ถ้าตั้งชื่อเป็นภาษาไทยให้เล่นๆก็คงเรียกว่าร้านสุขาหาร (มาจากสุขา+อาหาร)


Modern Toilet Restaurant เปิดครั้งแรกเมื่อปี 2004 สาขาที่ผมไปอยู่ที่ย่านถนนคนเดินซีเหมินติง (西門町) ในไทเปซึ่งเป็นเหมือนย่านสยามบ้านเรา หน้าร้านสังเกตุเห็นได้ง่ายเนื่องจากมีโถชักโครกลอยเด่นเป็นสง่า

เข้าไปด้านในก็จะพบกับน้องอุนจี้มาสค็อตประจำร้านยืนรับแขก


 ร้านตกแต่งเฟอร์นิเจอร์โดยใช้อ่างอาบน้ำมาปูกระจกทำเป็นโต๊ะ ส่วนเก้าอี้นั่งก็คือโถชักโครก


ช่วงนั่งรออาหาร สังเกตุเห็นลูกค้าคนก่อนๆมือซนเอาซองตะเกียบมาเขียนชื่อแล้วเสียบช่องใส่ลงไปในอ่างโต๊ะ เห็นแล้วคันมือจนอดทำตามไม่ได้ แต่กลัวคนไต้หวันจะอ่านภาษาไทยไม่ออก ก็เลยลงนามเป็นภาษาจีนซะหน่อย


เมนูยอดนิยมของร้านก็คือสุกี้ไต้หวันที่เสิร์ฟมาในภาชนะรูปทรงชักโครกชวนให้น่าทานมากขึ้น


เครื่องดื่มที่เข้ากับเซ็ตอาหารที่สุดก็คือน้ำเก็กฮวยสีเหลืองอ๋อย ถ้าสั่งแก้วพิเศษก็จะเสิร์ฟมาในภาชนะทรงโถฉี่ผู้ชายหรือไม่ก็กระบอกคอมฟอร์ตร้อย

ทานจนแน่นท้องเลยต้องขอไปเข้าห้องน้ำซะหน่อย อันนี้เป็นห้องน้ำจริงๆของร้าน อย่าเผลอไปตักอะไรในโถส้วมมาทานหละ


 กลับมาล้างปากด้วยไอติมช็อคโกแลต"ชิต"ในคอห่านตบท้าย


ที่ร้านมีขายภาชนะเผื่อลูกค้าติดใจอยากซื้อเอาไปใส่ข้าวกินที่บ้าน


ตอนที่ผมไปในปี 2009 ร้าน Modern Toilet Restaurant นี้กำลังได้รับความนิยมสูงสุด จนเปิดขยายสาขาเกือบสิบแห่งทั่วไต้หวัน รวมถึงสาขาต่างประเทศในฮ่องกงด้วย แต่ที่เช็คจากเว็บไซด์ของร้านล่าสุดรู้สึกจะเหลือแค่สามสาขาในไต้หวันเท่านั้นรวมถึงสาขาซีเหมินติงที่ผมเคยไป

การเดินทางไปซีเหมินติง
สามารถเดินทางไปถนนคนเดินซีเหมินติงด้วยรถไฟฟ้าไทเปสายสีน้ำเงินลงที่สถานีซีเหมิน

สนใจรายละเอียดของร้านเข้าไปดูได้ที่เว็บไซด์ข้างล่างนี้





About