วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Kanamara Matsuri: เทศกาลแห่กาปู๋เหล็ก [18+]

คำเตือน: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลด้านการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมประเพณี แต่อาจมีเนื้อหาและรูปภาพบางส่วนเกี่ยวพันเรื่องทางเพศที่อาจไม่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชน โปรดใช้วิจารณญาณ

เป็นครั้งแรกที่เขียนบทความล่อแหลม ผมขอย้ำว่าต้องการนำเสนอแง่มุมทางด้านวัฒนธรรมประเพณีพื้นเมืองเป็นหลักนะครับ ถึงแม้เนื้อหาอาจจะออกทะลึ่งนิดๆแต่ผมจะพยายามไม่ให้เลยเถิดจนเกินงาม (เรียกว่าทะลึ่งวันละนิดจิตแจ่มใส)

รูปภาพที่ถ่ายติดบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตและอาจทำให้เสื่อมเสียผมขอเบลอหน้า ส่วนรูปที่ไม่เบลอได้พิจารณาแล้วว่าเจ้าตัวแสดงความยินยอมให้ถ่าย

เทศกาล Kanamara Matsuri (かなまら祭り) หรือที่ผมอุปโลกน์ชื่อภาษาไทยให้ว่าเทศกาลแห่กาปู๋เหล็ก เป็นเทศกาลประจำปีที่จัดขึ้นที่เมืองคาวาซากิ (川崎市) ประเทศญี่ปุ่น เทศกาลจะมีขึ้นในวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน อย่างปี 2013 ที่ผมไปตรงกับวันที่ 7 เมษายน


แท้จริงแล้วเทศกาล Kanamara เป็นเทศกาลของศาสนาชินโต ในทางศาสนาอวัยวะเพศชายเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ จึงสามารถพบเห็นเทศกาลแบบเดียวกันนี้ที่วัดชินโตหลายๆที่ในญี่ปุ่น สำหรับที่เมืองคาวาซากิ เทศกาลจัดขึ้นที่วัดคานายามะ (金山神社) ซึ่งว่ากันว่าในอดีตเป็นวัดที่โสเภณีพื้นเมืองนิยมมาบนบานขอให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศ นอกจากนี้วัดก็ยังมีชื่อเสียงเรื่องการบนบานขอให้คลอดบุตรง่ายปลอดภัยและชีวิตสมรสที่ราบรื่น เทศกาลที่นี่จึงมีนัยเรื่องทางเพศผสมด้วย (ในบางแหล่งข้อมูลจะเรียกวัดที่จัดงานนี้ว่า Wakamiya Hachimangu Kanayama shrine)


วัดคานายามะเป็นที่สถิตย์ของแท่งลึงค์เหล็กยักษ์ที่เป็นพระเอกของงาน มีตำนานปรัมปราพื้นบ้านเล่าขานกันว่าในอดีตมีหญิงสาวผู้อาภัพนางหนึ่งถูกปีศาจฟันเหล็กสิงที่อวัยวะเพศและคอยกัดน้องหนูของเจ้าบ่าวผู้โชคร้ายในคืนร่วมหอคนแล้วคนเล่า จนกระทั่งมีช่างตีเหล็กนายหนึ่งหล่อแท่งลึงค์เหล็กขึ้นมาทำให้ปีศาจที่กัดฟันหักหมดปากจนหนีออกจากร่างไป ชีวิตหญิงสาวจึงสงบสุขนับจากนั้นมา ก็เลยเป็นที่มาของการสักการะบูชาเจ้าปลัดขิกเหล็กนี่เอง

แต่เดิมเทศกาลนี้เป็นเพียงเทศกาลพื้นเมืองเล็กๆ แต่ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้มีรายการโทรทัศน์ต่างชาติมาถ่ายทำไปเผยแพร่ที่ต่างประเทศและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก จนปัจจุบันนี้แทบจะกลายเป็นเทศกาลนานาชาติที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากหลั่งไหลมาร่วมงาน


วัดคานายามะเป็นวัดขนาดเล็ก ในวันเทศกาลจึงแออัดยัดเยียดเป็นพิเศษ


คุณลุงคนนี้รู้สึกจะเป็นมาสค็อตประจำงานแต่งชุดนี้มาทุกปี


มีหลายคนมาด้วยคอสเพลย์เพี้ยนๆ (ปีก่อนๆมีชุดที่ดูอนาจารเกินงาม แต่ปีนี้น่าจะมีการห้ามปรามกันไว้ก่อน)


ภายในบริเวณวัดก็จะมีเพิงขายของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับเทศกาล


สินค้าขายดีอันดับหนึ่งคงหนีไม่พ้น อม...ยิ้ม ที่คนมาร่วมงานถือดูดไปทั่วงาน มีทั้งเวอร์ชั่นบุรุษและสตรี


นกหวีดไอเดียเก๋ จบงานเห็นขายจนหมด แต่ไม่ยักเห็นคนหยิบมาลองเป่า


แว่นตา ลุงคนขายใส่ให้ดูเป็นแบบ


มีสอนแกะสลักผักผลไม้ให้เป็นปลัดขิก


ในวัดมีอนุเสาวลึงค์มากมายให้โพสท่าถ่ายรูป


วันเทศกาลวัดจะจัดให้มีลานขี่จรวดที่เป็นจุดดึงดูดตากล้องมาชุมนุมรอถ่ายรูปหนุ่มสาวที่มาชักภาพร่วมกับเจ้าดุ้นไม้ยักษ์


ป้ายขอพรอันที่เป็นรูปเด็กเดาได้ว่าน่าจะขอให้คลอดลูกง่ายและปลอดภัย แต่ไอ้อันที่เป็นการ์ตูนตาหวานนี่ไม่รู้ขออะไร


ปกติภาพปริศนาธรรมลิงสามตัวจะปิดสามทวาร แต่วัดนี้แถมให้อีกสองทวาร


ขบวนแห่จะประกอบไปด้วยเกี้ยวสามหลัง แต่ละหลังจะบรรทุกแท่งปลัดขิกสีและขนาดต่างๆกัน


อันใหญ่ที่สุดเป็นสีชมพู อันขนาดกลางเป็นสีดำ ส่วนอันขนาดเล็กกว่าทำจากไม้


ขบวนแห่เริ่มตอนเที่ยงวันจะมีคนแบกเกี้ยวทั้งสามหลังออกจากวัดแห่ไปตามท้องถนน ผู้จัดอนุญาตให้นักท่องเที่ยวสามารถร่วมแบกเกี้ยวหรือร่วมขบวนแห่ได้ แต่จะต้องแต่งกายในชุดญี่ปุ่น


ขบวนแห่ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษๆก่อนจะวนกลับมาที่วัด


หลังจบส่วนพิธีการ ที่วัดมีเวทีคอนเสิร์ทย่อมๆและร้านเมรัยให้นักท่องเที่ยวเปิดปาร์ตี้กันต่อ

การเดินทางไปร่วมเทศกาลจากโตเกียว
จากสถานี Shinagawa ในโตเกียวจับรถไฟสาย Keikyu Main line เปลี่ยนรถไฟเป็นสาย Keikyu Daishi line ทีสถานี Keikyu Kawasaki ลงที่สถานี Kawasaki Daishi รวมเบ็ดเสร็จใช้เวลาประมาณ 15 นาที

วัดคานายามะอยู่ใกล้กับสถานี Kawasaki Daishi เดินประมาณ 1-2 นาที ในวันเทศกาลเดินตามฝูงชนไม่หลงแน่นอน


เว็บไซด์การท่องเที่ยวเมืองคาวาซากิ






วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บ่ายวันอาทิตย์ที่อินซาดง

ถ้าถามว่าผมชอบถนนคนเดินเส้นไหนในโซลมากที่สุด ผมขอเลือกถนนสายวัฒนธรรมอินซาดง (인사동) เหตุผลที่ชอบก็เพราะอินซาดงเป็นถนนสายที่สะท้อนความคิดของเกาหลีว่าต้องการสื่อให้ชาวต่างชาติมองความเป็นเกาหลีอย่างไร


ผมไปอินซาดงครั้งแรกตั้งแต่ปี 2002 ในการไปเที่ยวเกาหลีใต้ครั้งแรก และเคยไปอีกสองสามครั้งหลังจากนั้น รวมครั้งหลังสุดที่เพิ่งไปตอนปี 2013 สิ่งที่ผมรู้สึกได้ก็คือถนนอินซาดงมีพัฒนาการตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา ครั้งแรกที่ผมไปเยือนถนนจะเน้นวัฒนธรรมเกาหลีเพียวๆ เรียกว่าถนนนี้เหมาะสำหรับคนที่มองหาของฝากของที่ระลึกที่เป็นเกาลี้เกาหลี แต่ปัจจุบันนี้ถนนก็ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมอยู่แต่พัฒนาให้มีความหลากหลายมากขึ้น กลายเป็นถนนที่ไปชิลล์เอ้าท์ได้ถึงแม้คุณไม่ได้คิดจะซื้อของฝากอะไร


สำหรับวันอาทิตย์ถนนอินซาดงจะปิดการจราจรให้เป็นถนนคนเดิน จึงค่อนข้างคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวหรือแม้แต่คนเกาหลีมากเป็นพิเศษ


อินซาดงถูกเรียกว่าถนนสายวัฒนธรรมเนื่องจากอุดมไปด้วยร้านที่ถ่ายทอดศิลปะวัฒนธรรมเกาหลี ไม่ว่าจะเป็น ร้านขายพู่กัน ร้านขายภาพเขียน ร้านขายเครื่องปั้นดินเผา


ร้านขายชุดประจำชาติที่มีการประยุกต์ผ้าฮันบกเป็นสินค้าที่ดูทันสมัยมากขึ้น


ร้านขายขนมหวานดั้งเดิมที่หน้าตาชวนตั้งโชว์มากกว่าชวนกิน


ร้านนี้ปิดป้ายว่าขายเครื่องเทศสำหรับ temple cooking


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็เริ่มมีร้านสมัยใหม่มาเปิดบนถนนเส้นนี้ ร้านกาแฟสตาร์บัคส์เป็นเจ้าแรกๆที่หาญกล้าเข้ามาปฏิวัติจนถูกกระแสต่อต้านเนื่องจากเห็นว่าเป็นร้านฝรั่งไม่เข้ากับถนนวัฒนธรรมของชาติ ทางร้านจึงแก้ลำโดยทำป้ายร้านเขียนเป็นภาษาเกาหลี (เมื่อสี่ห้าปีที่แล้วที่ผมมา ป้ายร้านไม่มีชื่อภาษาอังกฤษเลย ปัจจุบันมีกำกับเล็กๆไว้ข้างใต้)


ถ้าไม่บอกคงไม่รู้ว่านี่คือแก้วที่ระลึกสตาร์บัคส์


ปัจจุบันจึงมีร้านเครื่องสำอางค์ชื่อดังของเกาหลีมาบุกตลาดอินซาดงเต็มไปหมด แต่ทุกร้านคงคอนเซ็ปต์ชื่อร้านเขียนเป็นภาษาเกาหลีเหมือนสตาร์บัคส์


ตรงกลางๆถนนจะมีตึกสี่ชั้นชื่อว่า Ssamziegil (쌈지길) ซึ่งเปิดเมื่อปี 2004 ภายในตึกจะมีร้านขายของกระจุ๊กกระจิ๊กมากมาย


มาที่ Ssamziegil นี่แล้วต้องไม่พลาดแวะชิมขนมปังอุนจิหรือ ddongbang (똥빵) เป็นขนมปังไส้ถั่วแดงทำเป็นรูปก้อนอุจจาระ


ส่วนชั้นดาดฟ้าบนสุดมีร้านกาแฟคู่รัก (ไม่รู้ว่าชื่อนี้รึเปล่า) ที่คู่รักมักจะมาจิบกาแฟจีบกันและเขียนป้ายอธิษฐานความรักห้อยแขวนตามรอบๆบริเวณร้าน


ตั้งใจถ่ายให้ติดป้ายเยอะๆเข้าไว้ ดันแจ็คพอตเจอป้ายคู่รักคนไทยเข้าพอดี ยังไงก็ขอให้ความรักสมหวังและมีความสุขตลอดไปนะครับ (ขอปิดชื่อไว้หน่อย)


ตามท้องถนนจะเรียงรายไปด้วยร้านค้าและเพิงขายของกินและสินค้าเป็นระยะๆ อย่างร้านแป้งทอดโฮต๊อกเจ้านี้ คนเข้าคิวยาวมาก


ร้านนี้ขายค็อกเทลใส่ถุงกาแฟ


เดินไปเจอร้านขายไอติมรูปร่างแปลกๆ ไม่รู้ว่าคนเกาหลีเรียกชื่อว่าอะไร แต่พอเห็นผมอยากเรียกมันว่า ไอติมไส้อั่ว เพราะตัวโคนเวเฟอร์ทำเป็นขดคล้ายๆลำไส้ แถมร้านยังเอามาแขวนเป็นแพๆเห็นแล้วนึกถึงร้านขายไส้อั่วบ้านเรา


วิธีการทำก็คล้ายไส้อั่ว ก็คือจะฉีดไอศครีมอัดเข้าไปในโคนเวเฟอร์ ส่วนเรื่องรสชาติไอติมเป็นไงไม่รู้เพราะส่วนใหญ่จะได้แต่รสเฝื่อนๆของตัวแป้งเวเฟอร์


ถ้าเดินๆแล้วเกิดหิวขึ้นมา ผมขอแนะนำร้านอาหารประจำของผม ร้านเกี๊ยวชื่อ Sinpo Woori Mandoo (신보우리만두)


ร้านอยู่ที่ชั้นสอง เหตุผลที่ผมชอบร้านนี้เป็นพิเศษเพราะร้านนี้อายุเท่าผมเลย (ส่วนตัวล้วนๆ)


หน้าร้านติดโปสเตอร์ว่าร้านเคยใช้ถ่ายทำซีรี่ย์เรื่อง Brilliant Legacy ที่เคยฉายช่องสามบ้านเราในชื่อ มรดกรักฉบับพันล้านวอน นำแสดงโดยพระเอกสุดฮ็อตอีซึงกิ แต่ไม่รู้ว่าเป็นฉากไหนเพราะไม่เคยดู


เมนูขึ้นชื่อคือบะหมี่เกี๊ยวกับเกี๊ยวนึ่งรวมมิตร


การเดินทางไปถนนอินซาดง
นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสาย 3 สีส้มลงที่สถานี Anguk หรือสาย 1 สีน้ำเงินลงที่สถานี Jonggak ก็ได้







About